การเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท

การเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท ให้เหมาะสม และถูกใจ

การเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท ในปัจจุบันบ้าน และอาคารส่วนใหญ่นิยมใช้ กระจก เป็นส่วนประกอบ ของการตกแต่ง นอกจากจะมีความ สวยงาม แล้วยังช่วยเพิ่มการมองเห็น ทัศนียภาพจากด้านนอกแล้ว ยังช่วยประหยัดพลัง ให้กับบ้าน และองค์กรอีกด้วย

กระจก เป็นวัสดุตกแต่งบ้าน และอาคาร สามารถเลือกใช้ได้ หลากหลายความต้องการ ตั้งแต่ความหนา สีสัน แต่ก่อนจะตัดสินใจ เลือกใช้กระจกแบบไหนควรทำเช็คลิส หรือ ปรึกษากับผู้ออกแบบ ว่าอยากได้กระจกในห้องไหน หรือพื้นที่ไหนบ้าง เพื่อง่ายต่อการเลือกใช้กระจกนั้นเอง เฮเฟเล่มีเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับประเภทของกระจก มาให้ได้ศึกษาก่อน ตัดสินค้าเลือกใช้จริงๆ

ทำความรู้จักว่ากระจกแต่ละประเภท มีคุณสมบัติข้อดี ข้อเสียอย่างไร

1.กระจกนิรภัยเทมเปอร์ หรือ ที่เรียกว่ากระจกอบ คือการนำกระจกธรรมดาไปผ่านกระบวนการอบที่ความร้อนสูงประมาณ 650 องศาเซลเซียส แล้วนำมาเป่าด้วยลมแรงดันสูงให้เย็นตัวลงทันที เพื่อให้กระจกเกิดความแข็งแกร่งกว่าเดิม 3-5 เท่า ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และมีความปลอดภัยมากขึ้น

ในกรณีที่กระจกเทมเปอร์เกิดการแตกหัก จะแตกออกเป็นเม็ดคล้ายเม็ดข้าวโพด ซึ่งมีความแหลมคมไม่มาก ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายน้อยกว่ากระจกธรรมดา เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าว และต้องการความปลอดภัยที่เกิดจากกระจกแตกร้าว

การเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท

ข้อดีกระจกนิรภัยเทมเปอร์

  • มีความแข็งแรงกว่ากระจกโฟลท 4-5 เท่า ทำให้สามารถรับแรงกระแทก แรงกด และแรงบีบได้ดี
  • เมื่อกระจกแตก จะแตกเป็นชิ้นเล็กๆคล้ายเม็ดข้าวโพดทั่วทั้งแผ่น จะไม่แตกเป็นปากฉลามแบบเดียวกับการแตกของกระจกธรรมดา จึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
  • ถ้าหากตัดกระจกบนโต๊ะตัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ความเที่ยงตรงสูง จะสามารถตัดได้หลากหลายรูปแบบบ้านเดี่ยว

ข้อเสียกระจกนิรภัยเทมเปอร์

  • กระจกนิรภัยเทมเปอร์ไม่สามารถ ตัด เจีย บาก เจาะได้
  • เนื่องด้วยกระจกนิรภัยเทมเปอร์ เป็นกระจกที่ผ่านกระบวนการความร้อนสูงจนทำให้กระจกนิ่มและกลิ้งไปกับลูกกลิ้ง จึงทำให้กระจกมีโอกาสเกิดเป็นคลื่น และมีความโก่งตัวเล็กน้อย
  • กระจกนิรภัยเทมเปอร์มีโอกาสปริแตกด้วยตัวเอง หากเนื้อกระจกที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิต มีสารปนเปื้อน คือ สารนิเกิ้ลซัลไฟล์ ในกระบวนการผลิตกระจก โดยจะมีอัตราการแตกด้วยตัวเองเฉลี่ย 8 แผ่นใน 1,000 แผ่น
การเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท

2.กระจกลามิเนต จัดเป็นกระจกนิรภัยชนิดหนึ่ง ที่เวลาแตกแล้วเศษกระจกจะยังคงยึดติดกันโดยไม่ร่วงหล่น เพราะมีชั้นฟิล์มที่ยึดเกาะระหว่างแผ่นกระจกเหมือนกับใยแมงมุม โดยเป็นการนำเอากระจกนิรภัยเทมเปอร์ หรือกระจกธรรมดา จำนวน 2 แผ่น หรือ มากกว่า แล้วนำมาประกบติดกันโดยมีชั้นฟิล์มคั่นกลางระหว่างกระจก เราจึงเรียกกระจกที่ผ่านกระบวนการผลิตในลักษณะนี้ว่า กระจกลามิเนต นั่นเอง

ข้อดีกระจกลามิเนต

  • เมื่อกระจกได้รับความเสียหายจนเกิดการแตก เศษกระจกจะไม่ร่วงหล่นลงมา ซึ่งช่วยลดอันตรายได้มากขึ้น
  • ช่วยป้องกันเสียงรบกวนภายนอก และเก็บเสียงได้ดีกว่ากระจกธรรมดา
  • ช่วยป้องกันความร้อนได้ดี และกันรังสียูวีได้มากกว่า 90 %

ข้อเสียกระจกลามิเนต

  • เมื่อเทียบความหนาในขนาดเดียวกัน กระจกนิรภัยลามิเนตจะรับแรงได้น้อยกว่ากระจกธรรมดา เช่น กระจกลามิเนต 4 มม. + ฟิล์ม + 4 มม. จะรับแรงกระแทกได้น้อยกว่า กระจกใสธรรมดาที่หนา 8 มม.
  • ฟิล์ม PVB มีคุณสมบัติดูดความชื้น จึงทำให้ถ้าใช้กระจกนี้บริเวณที่มีความชื้นสูง จะทำให้การยีดเกาะระหว่างกระจกและฟิล์มไม่ดี และอาจเกิดการแยกตัวออกจากกันได้
กระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น

3.กระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น คือ บ้านแฝด กระจกฮีทสเตร็งเท่นที่ผลิตด้วยกระบวนการเดียวกับกระจกนิรภัยเทมเปอร์ แต่จะต่างกันที่กระบวนการทำให้เย็นด้วยการเป่าลม จากนั้นจึงนำมาเข้าสู่กระบวนการทำลามิเนตเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และความแข็งแรง จนได้ออกมาเป็นกระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น

กระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น ถือเป็นกระจกอีกประเภทหนึ่งที่ให้ความปลอดภัยในการใช้งานได้มากกว่ากระจกแบบทั่วไปถึง 2 เท่า และทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบฉับพลันได้ 70 องศาเซลเซียส เมื่อกระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่นโดนวัตถุกระแทกจนทำให้เนื้อกระจกปริแตก กระจกจะแตกในลักษณะที่รอยแตกวิ่งเข้าไปหาเฟรม

ข้อดี กระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น

  • มีความแข็งแรงกว่ากระจกโฟลท 2 เท่า ทำให้สามารถร้บแรงกระแทก แรงกด แรงบีบ ได้ดี
  • ทนต่อแรงดันของกระแสลมในที่สูงได้ดี โดยเฉพาะผนังอาคารสูง พื้นกระจก หรือ หลังคากระจก
  • ทนความร้อนแบบปกติได้สูงถึง 290ºC โดยที่เนื้อกระจกไม่ปริแตก
  • ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลันได้ตั้งแต่ 70-100ºC

ข้อเสียกระจกลามิเนตฮีทสเตร็งเท่น

  • ไม่สามารถ ตัด เจีย เจาะ บาก ได้ ดังนั้นการวัดพื้นที่จำเป็นต้องวัดอย่างระมัดระวัง และควรใช้หน่วยมิลลิเมตรในการวัดเพื่อความแม่นยำ ซึ่งการเผื่อหลวมจะช่วยให้การติดตั้งง่ายขึ้น แต่ต้องไม่หลวมจนกระจกหลุดจากคิ้ว
  • เนื่องจากเป็นกระจกที่ผ่านกระบวนการความร้อนสูงจนเนื้อกระจกนิ่ม กระจกอาจเป็นคลื่น และมีโอกาสโก่งตัวอยู่เล็กน้อย
  • ไม่สามารถใช้ทดแทนกระจกกันไฟได้ เพราะกระจกฮีทสเตรงค์เท่นไม่สามารถกันไฟเพื่อความปลอดภัยต่อผู้อาศัยตามข้อกำหนดของการกันไฟได้  บ้านจัดสรร
กระจกกันเสียง

4.กระจกกันเสียง คือ กระจกที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะนำกระจกประเภทใดมาทำก็จะต้องมีความหนารวมไม่น้อยกว่า 12 มม.(ในกรณีที่ใช้กระจกแบบสองชั้น จะต้องมีช่องว่างระหว่างกระจก 70 มม.ขึ้นไป) และควรมีค่า Sound Transmission Class หรือค่า STC ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

ถ้าหากกระจกมีความหนามากกว่า 12 มม. ก็จะยิ่งมีค่า STC สูง ยิ่งค่า STC สูงมากเท่าใด ก็จะยิ่งป้องกันเสียงรบกวนได้มากขึ้นตามไปด้วย ค่า STC หรือค่า Sound Transmission Class นั้นสามารถแบ่งได้หลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับจะมีความสัมพันธ์กับลักษณะเสียงรบกวนแบบต่างๆ มีดังนี้

-STC 30-39 ลดความดังของเสียงพูดคุยปกติได้ แต่ยังเข้าใจเนื้อหาการสนทนา
-STC 40-49 สามารถป้องกันเสียงพูดคุยปกติได้ จนไม่เข้าใจ หรือ จับใจความเนื้อหาการสนทนาไม่ได้
-STC 50-59 ลดความดังของเสียงคนทะเลาะได้ แต่ยังจับใจความเข้าใจบทสนทนาได้
-STC 60-69 ป้องกันเสียงรบกวนจากคนทะเลาะกัน และเสียงรถวิ่งได้เกือบ 100%
-STC 70-74 ลดความดังของเสียงดนตรีที่เล่นอีกฝั่งได้ แต่ยังได้ยินอยู่บ้าง
-STC 75 ขึ้นไป ป้องกันเสียงรบกวนจากการเล่นดนตรีได้เกือบ 100%

ข้อดีกระจกกันเสียง
  • มีความแข็งแรง ทนต่อการบุกรุก หรือ โจรกรรม มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
  • ช่วยลดรังสียูวี และป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระจกฉนวนความร้อน

5.กระจกฉนวนความร้อน คือ กระจกดัดแปลงด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อตอบสนองจุดประสงค์การใช้งานในการป้องกันความร้อน และการประหยัดพลังงานเป็นหลัก โดยการนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาประกบกัน กระจกที่นำมาใช้เลือกได้หลายประเภท

โดยมีเฟรมอลูมิเนียม และช่องว่างคั่นกลางระหว่างกระจกทั้ง 2 แผ่น โดยช่องว่างดังกล่าวจะบรรจุสารดูดความชื้นแล้วใส่ฉนวน เช่น อากาศแห้ง หรือ ก๊าซเฉื่อย เพื่อคุณสมบัติในการป้องกัน หรือ ลดความร้อนจากภายนอกที่จะเข้าสู่ภายในอาคาร และมีผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานในอาคาร จึงทำให้ประหยัดการใช้พลังงานภายในอาคารได้มากขึ้น

ข้อดีกระจกฉนวนความร้อน

  • ป้องกันการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคาร และสามารถสะท้อนความร้อนได้ถึง 95%-98%
  • ช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้คงที่สม่ำเสมอ
  • ยอมให้แสงผ่านเข้ามาภายในอาคารมากแต่ความร้อนที่จะผ่านกระจกเข้ามาน้อยมาก
  • ให้ความปลอดภัยในอาคาร ในกรณีที่ใช้กระจกนิรภัยเทมเปอร์ หรือ กระจกนิรภัยหลายชั้นมาผลิตเป็นกระจกฉนวนความร้อน

ข้อเสียกระจกฉนวนความร้อน

  • มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะหนากว่ากระจกทั่วไป ขนาดของกรอบเฟรม มีขนาดที่กว้างขึ้นกว่ากระจกทั่วไป
  • ต้องเผื่อระยะในการติดตั้งมากกว่ากระจกทั่วไป
กระจกโฟลต

6.กระจกโฟลต คือ กระจกที่มีความโปร่งแสงสูง ผิวเรียบสนิท มีความแข็งแรง การสะท้อนสามารถทำได้ดี ฟองอากาศน้อย และมีการจัดเรียงตัวของโมเลกุลภายในเนื้อกระจกที่ดีกว่า กระจกแผ่น Sheet Glass (Sheet Glass คือ กระจกแผ่นที่ขึ้นรูปด้วยการดึงรีดแผ่นแก้วด้วยระบบลูกกลิ้ง ซึ่งมักจะทำให้ผิวกระจกเป็นลอนคลื่นไม่เรียบ) โดยกระจกโฟลตในท้องตลาด ที่นิยมนำไปใช้งานจะมีขนาดความหนาตั้งแต่ 2 มม. ไปจนถึง 19 มม.

ข้อดีกระจกโฟลต

  • โปร่งใส ให้แสงส่องผ่านได้สูง สามารถนำไปเคลือบโลหะเป็นกระจกสะท้อนแสง และกระจกประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี  บ้านจัดสรร
  • ทนการขูดขีด ผิวเรียบ ให้มิติการสะท้อนที่สมบูรณ์
  • สามารถนำไปแปรรูปในการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระจกนิรภัยลามิเนต ,กระจกฉนวนความร้อน ,กระจกเคลือบสี ,กระจกเงา ,กระจกดัดโค้ง ,กระจกพ่นทราย ,กระจกแกะสลัก ,กระจกพิมพ์ลาย และอื่นๆ เป็นต้น

ข้อเสียกระจกโฟลต

  • ปริแตกง่าย เสี่ยงต่อความปลอดภัย เนื่องจากลักษณะการแตกที่เป็นปากฉลาม มีความแหลมคม
  • ไม่ทนต่ออุณหภูมิสูง มีขีดจำกัดในการรับน้ำหนัก และไม่สามารถทนต่อแรงดันลมในที่สูงได้